ตำราเหล่านี้บกพร่องตรงไหน ?

        ขอให้เราลองนึกทบทวนถึงตำราเรียนภาษาไทย ในสมัยที่เริ่มหัดอ่านในชั้นประถม ผู้เขียนจำได้ว่า ได้เคยอ่านในหนังสือแบบเรียน เจอประโยคที่เขียนเป็นคำห่างกัน "ป้า กะ ปู่ กู้ อี จู้ ป้า ดู ปู่ กู้ อี จู้" ซึ่งไม่ทราบว่าคืออะไรหมายความว่าอย่างไร แต่ตนเองไม่มีปัญหาและไม่เห็นใครมีปัญหา เพราะนักเรียนทุกคนก่อนที่จะมาอ่านสิ่งนี้ ต่างก็พูดภาษาไทยได้แล้ว หนังสือเล่มนี้เขาสอนให้นักเรียนหัดอ่าน ไม่ได้สอนให้หัดพูด เพราะก่อนจะมาเรียน นักเรียนทุกคนก็พูดได้อยู่แล้ว เมื่อจะสอนให้นักเรียนหัดอ่าน ก็จะต้องแต่งหนังสือให้เด็กอ่านตามขั้นตอนของการเรียนรู้การเขียนผสมตัวของ ภาษาไทย ไปตั้งแต่ต้น แล้วนักเรียนที่เรียนทุกคนก็ได้รับความสำเร็จ เมื่อเรียนแล้ว ก็อ่านได้ เขียนได้

        ถ้าเรานำเอาตำราเล่มเดียวกันนี้ ไปสอนเด็กชั้นประถมของอังกฤษ ให้เด็กเหล่านี้อ่าน "ป้า กะ ปู่ กู้ อี จู้ ป้า ดู ปู่ กู้ อี จู้" ไม่นึกว่าเด็กคนไหนจะเรียนได้ และถ้าบังคับให้เรียนก็จะเรียนด้วยความยากลำบากอย่างที่สุด และเชื่อแน่ว่า จะไม่มี เด็กอังกฤษคนใด จะพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ เพราะเรียนหนังสือเล่มนี้

        เด็กอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษได้ เพราะได้ใช้ภาษาอังกฤษพูดกับ พ่อ แม่ และคนรอบข้าง เริ่มพูดได้ตั้งแต่อายุขวบครึ่ง เมื่อไปโรงเรียนก็ไป เรียนอ่าน เรียนเขียน ส่วนการพูดนั้นไม่ต้องเรียน เพราะพูดได้อยู่แล้ว

        ส่วนหนังสือที่ใช้สอนนั้น จะเป็นหนังสืออะไรก็ได้ที่สอนให้หัดอ่าน หัดเขียน ทำได้แม้กระทั่งเอาศัพท์ที่เด็กไม่รู้ความหมาย แต่อ่านง่าย เขียนง่าย มาสอน

        เมื่อเราเอาหนังสือเหล่านี้ มาสอนนักเรียนไทย ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงทำให้เกิดความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อให้เด็กหัดอ่าน เด็กก็ไม่รู้ว่าอ่านอะไร เมื่อให้เด็กหัดเขียน เด็กก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไร แล้วก็มีการบังคับให้เด็กท่องศัพท์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติอย่างที่สุด เป็นการทำทารุณกรรมต่อเด็กอย่างยิ่ง (ซึ่งผู้ใหญ่ทุก ๆ คนที่เคยเรียนภาษาอังกฤษ คงมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว และทราบด้วยตนเองแล้วว่า มันปวดร้าวขนาดไหน) เช่นเมื่อเราให้เด็กอ่าน คำ "ปากกา" เด็กก็อ่านได้ และเด็กก็ทราบอยู่ก่อนแล้วว่า อะไรคือ "ปากกา" เมื่อให้เด็กเขียนคำนี้ เด็กก็เขียนได้ทันที และเราไม่ได้ให้เด็กท่อง ป-า-ก-ก-า=ปากกา แต่พอมาเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อสอนคำ "pen" แก่เด็ก เด็กก็ไม่ทราบว่ามันคือ อะไร และอ่านว่าอย่างไร ครูจะต้องบอกว่า ตัวนี้ อ่านว่า "เพ็น" แปลว่า "ปากกา" แล้วให้เด็กท่อง p-e-n-เพ็น = ปากกา หลายครั้ง และเด็กก็จะต้องทำอย่างนี้ ตราบเท่าที่ยังต้องเรียนภาษาอังกฤษ และนี่คือสิ่งที่สร้างความล้มเหลว ทั้งยังทำให้เด็กเกลียดภาษาอังกฤษ

        เท่าที่เห็น ตำราที่แต่งโดยนักแต่งตำราของฝรั่ง มีจุดบกพร่องที่สำคัญที่สุดอยู่ 3 จุด คือ

        1. เนื้อหาที่เป็นรูปประโยค ไม่ไปตามลำดับ 1-2-3 ที่เป็นธรรมชาติของการเรียนรู้ เช่นถ้าเราสอนวิชาเลขคณิตเด็ก ก็ต้องสอนให้เด็กเรียน "บวก" เลขก่อน หลังจากนั้นก็สอนให้เรียน "ลบ" แล้วก็สอนให้เรียน "คูณ" และสอนให้เรียน "หาร" ในที่สุดท้าย ถ้าเด็กยังบวกเลขไม่เป็น ก็อย่าไปสอนให้เรียนคูณ และถ้าเด็กยังลบเลขไม่เป็น ก็อย่าสอนให้เรียนหาร การที่แบบเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้เขียนไปตามลำดับที่เป็นธรรมชาติของการเรียน รู้นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเรียนแล้วไม่ได้ผล และมีความรู้สึกว่ายากมาก

        ดูจากหนังสือบทที่ 1 ของแบบเรียนชั้นประถมปีที่ 1  เล่มหนึ่งประโยคแรกเป็น It's a book. ความจริงจะต้องสอนให้เด็กรู้จักประโยค It is a book. เสียก่อน โดยให้เด็กรู้จักความหมายของคำ "is" แล้วจึงไปสอนว่า "is" นี้ สามารถย่อเป็น "s" ได้ จากนั้นจึงไปสอนประโยค It's a book. พอไปเริ่มสอนประโยคที่มี "verb" ก็เริ่มประโยคเป็น He's reading a book. จะ เห็นว่าประโยคนี้ข้ามขั้นตอนมาก การที่จะให้เด็กเรียนประโยคนี้ ควรจะให้เด็กได้เรียนประโยคต้นเสียก่อน คือประโยค He reads a book. ซึ่งเป็นประโยคที่ประธานทำเป็นประจำสม่ำเสมอ แล้วจึงจะไปถึงประโยค ที่กำลังกระทำด้วยการเพิ่ม verb to be คือตัว "is" ลงไป แล้วเติม "ing" เข้าไปที่ตัวกริยา เป็น He is reading a book. จากนั้นจึงไปสอนว่าประโยคนี้ ย่อเป็น "He's reading a book. การเริ่มสอนประโยคที่มีคำกริยา ด้วยประโยค He's reading a book. ครู ผู้สอนสามารถบอกนักเรียนได้ว่าประโยคนี้แปลว่า "เขากำลังอ่านหนังสือ" แต่จะไม่ทำให้เด็กเข้าใจหลักของภาษา ไปตามขั้นตอนของธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาได้

        2. ให้ฝึกน้อยเกินไป การเรียนภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนกับการเรียนวิชาทั่ว ๆ ไป ซึ่งสามารถเรียนได้จากการอ่านหนังสือและฟังคำบรรยาย แต่การเรียนภาษาอังกฤษ เหมือนกับการเรียนเต้นรำ เรียนว่ายน้ำ เรียนขี่จักรยาน คือ ผู้เรียน จะต้องฝึกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในการเต้นรำนั้น ถ้าเราสอนจังหวะเต้นรำให้เด็ก แล้วให้เด็กหัดเต้น 2-3 ครั้ง แล้วไปสอนจังหวะอื่นในทำนองเดียวกันพอสอนหมดทุกท่า เด็กก็จะไม่สามารถเต้นจังหวะใดจังหวะหนึ่งได้ แต่ถ้าเราสอนจังหวะหนึ่งให้เด็ก แล้วให้เด็กฝึกเต้น-เต้น-เต้น.... จนกระทั่งเด็กสามารถเต้นจังหวะนั้นได้ถูกต้อง และคล่องจริง ๆ แล้ว จึงไปสอนจังหวะต่อไป ในทำนองเดียวกัน ในที่สุดเด็กที่เรียนก็จะสามารถเต้นได้ทุกจังหวะที่สอน ตำราสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เท่าที่เห็น เมื่อสอนโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง มีตัวอย่างให้นักเรียนอ่านน้อยมาก นักเรียนอ่านโครงสร้างหนึ่ง ยังไม่เข้าใจและยังจำไม่ได้ ก็ไปสอนประโยคอีกโครงสร้างหนึ่ง และให้อ่านเพียงไม่กี่ประโยค ซึ่งนักเรียนยังไม่เข้าใจ และยังจำไม่ได้ แล้วก็เปลี่ยนไปอีกโครงสร้างหนึ่ง ซึ่งนักเรียนยังไม่เข้าใจ และยังจำไม่ได้ ก็ไปสอนอีกโครงสร้างหนึ่ง และ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนจบเล่ม ในที่สุดนักเรียนก็เรียนจบเล่มแต่ไม่รู้เรื่อง

        3. ประโยคแต่ละประโยคเขียนให้มีโครงสร้างคละกัน จนนักเรียนแยกไม่ออก ซึ่งการเขียนประโยคที่มีโครงสร้างคละกันนี้ ทำได้ก็ต่อเมื่อ

นักเรียนทราบโครงสร้างนั้น ๆ ได้ดีแล้วเท่านั้น ขอให้ดูประโยคที่คัดมาจากแบบเรียนชั้นประถมปีที่ 1 (บางเล่มเรียว่าระดับต้น) 3 เล่ม ข้างล่างนี้

                    1. จากบทที่ 9 ของหนังสือชั้นประถมเล่มที่ 1 เริ่มสอนตั้งแต่ ABC)

                            (1) Sorry he's not in.

                            (2) Sorry he's just left home.

        ได้หาสถิติด้วยการถามนักเรียนชั้นมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นจำนวนมากกว่า "he's" ในประโยคที่ 1 กับ "he's" ในประโยคที่ 2 เหมือนกันหรือไม่ ได้รับคำตอบจากทุก ๆ คนที่ถูกถามว่า "เหมือนกัน" ความจริงประโยคที่ 1 -Sorry he's not in. ย่อมาจาก Sorry he is not in. (คือ "he's" ย่อจาก he is)  ส่วนประโยคที่ 2 - Sorry he's just left home. ย่อจาก Sorry he has just left home. (คือ "he's" ย่อจาก he has) จะเห็นว่าคำ "is" ในประโยคที่ 1 กับคำว่า "has" ในประโยคที่ 2 ทำหน้าที่แตกต่างกันมาก แต่มีการเขียนให้ย่อลงเหมือนกันเป็น " 's" ทำ ให้นักเรียนแยกไม่ออก การนำเอารูปย่อของทั้ง 2 โครงสร้างนี้ มาเขียนในหนังสือ และพิมพ์ทั้ง 2 ประโยคติดกัน ควรจะสอนในระดับปริญญาตรี ไม่ใช่สอนเด็กชั้นประถมปีที่ 1

                    2. จากบทที่ 4 ของหนังสือชั้น ป.1  อีกเล่มหนึ่ง (เริ่มสอนตั้งแต่ ABC)

                             (1) The hen is his pet.

                             (2) The man has a pen.

                             (3) The lad has a pet on his lap.

                             (4) It is a hen.

                             (5) The hen is wet.

                             (6) The two men go in the car.

                             (7) They can not get into the den.

                    ขอให้ลองวิเคราะห์ประโยคทั้ง 7 นี้ดู หลังจากเด็กชั้นประถมปีที่ 1 ที่เริ่มเรียน ABC และ เรียนหนังสือผ่านมา 3 บท พอมาถึงบทที่ 4 เจอประโยคเหล่านี้เข้า ขอพูดว่า "มันมากเกินไป" ทั้งศัพท์และโครงสร้างของประโยค ลองพิจารณาทั้ง 7 ประโยคนี้ดู จะเห็นว่าสอนหลายสิ่งหลายอย่างเกินไป สำหรับเด็กไทยที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ ABC แล้ว มาเจอประโยคเหล่านี้เข้า หลังจากเรียนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเรียน การที่ให้เด็กอ่านประโยคหนึ่งที่เป็นโครงสร้างหนึ่ง แล้วอ่านประโยคอีกประโยคหนึ่งที่เป็นอีกโครงสร้าง ทำให้เด็กจำได้ยาก และไม่สามารถสร้างทักษะได้ เห็นว่ามันยากเกินไปสำหรับหนูน้อย ๆ ที่เรียนชั้นประถมปีที่ 1

                    3. จากบทที่ 4 ของหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่เริ่มสอนตั้งแต่ ABC

                              There is a girl in this picture.

                              She is sitting on a chair.

                              Where is the chair ?

                   จะเห็นว่าทุกประโยคมีคำ "is" ที่มีความหมายต่างกัน ประโยคที่ 1 "There is" แปลว่า "มี" (ซึ่งภาษาไวยากรณ์เรียกว่า introductory subject) ประโยคที่สอง "is" เป็นกริยาช่วย (ผู้เขียนขอให้แปลว่า "กำลัง" โดยวางเป็นกฎไว้ว่า verb to be ตัวใด ตามด้วยกริยาที่ลงท้ายด้วย ing แล้วไซร้ verb to be ตัวนั้นแปลว่า "กำลัง")  ส่วนประโยคที่ 3 "is" แปลว่า "อยู่" สิ่งที่ควรทำคือเมื่อสอนให้เด็กรู้จัก "There is" ที่แปลว่า "มี" ต้องให้เด็กอ่านประโยคตัวอย่างหลาย ๆ ประโยค และเมื่อไปสอน "is" ที่เป็นกริยาช่วย ก็จะต้องมีประโยคตัวอย่าง  ให้เด็กอ่านหลายสิบประโยค และต้องทำทำนองเดียวกันกับ "is" ที่แปลว่า "อยู่" เมื่อเด็กมีความรู้ทั้ง 3 หน้าที่ของ "is" ดีแล้ว จึงค่อยนำมาเขียนให้อยู่รวมกันเป็นข้อความหรือเป็นเรื่อง

                    ผู้เขียนขอยืนยันว่า ถ้าจะให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลก็จะต้อง แก้ข้อบกพร่องทั้ง 3 จุดนี้ให้ได้ คือ

                    1. รูปประโยคจะต้องเขียนไปตามลำดับ 1-2-3... ของธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษา

                    2. จะต้องให้เด็กฝึกพูด-อ่าน-เขียน ไปทีละอย่างจนทำได้ดีแล้ว จึงให้ไปเรียนสิ่งอื่นต่อไป และเรียนทีละอย่าง เท่านั้น

                   3. อย่าเอาโครงสร้างที่จะสอนมาเขียนคละกัน จนกระทั่งเด็กแยกไม่ออก จะทำอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนรู้และเข้าใจโครงสร้างนั้น ๆ ได้ดีแล้ว

                    ผู้เขียนได้แก้จุดบกพร่องนี้  ด้วยการเขียนหนังสือ The New Road ขึ้น

โรงเรียนภาษาอังกฤษดวงแก้ว
  หน้าแรก | หลักสูตร | ตารางเวลาเรียน | อัตราค่าสมัคร | ที่ตั้ง | ติดต่อเรา | เว็บบอร์ด